รีวิวหนัง rambo 5 แรมโบ้ 5 ปิดตำนานแรมโบ้ นักรบพันธุ์เดือด

รีวิวหนัง rambo 5 แรมโบ้ 5 ปิดตำนานแรมโบ้ นักรบพันธุ์เดือด รีวิวหนัง แรมโบ้ 5 นักรบพันธุ์เดือดในตำนาน กับการกลับมา ของเขาในภาค 5 นี้บอกได้เลยว่าหนังแรมโบ้แฟนพันธุ์แท้ลุ้นกันขั้นสุดกับความบ้าระห่ำดีเดือดในการสู้รบแบบชนิดปิดฉากปิดตำนานของแรมโบ้ที่มีมายาวนานกว่า 40 ปี กับภาคนี้ถือได้ว่าเป็นภาคสุดท้ายที่ใครหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอย

เพราะอยากจะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วการเดินทางในสนามรบของแรมโบ้ที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามจนกระทั่งในภาคนี้เขาต้องต่อสู้กับสงครามในประเทศพม่า เพื่อปฏิบัติการภารกิจให้ความช่วยเหลือกลุ่มนักบวชที่ถูกจับตัวไป การรบครั้งนี้ยิ่งใหญ่เหนือสงครามครั้งอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าในภาคที่ 5 นี้มีอะไรดุเดือดเลือดพล่านให้ได้ชมกันอย่างแน่นอน สมกับการรอคอยของแฟนๆ ซึ่งในภาคนี้มีชื่อว่า Rambo 5 Last Blood ชื่อภาษาไทย Rambo 5 นักรบพันธุ์เดือดเป็นหนังประเภท Action Adventure thriller โดยได้ผู้กำกับฝีมือดี Adrian Grunberg เหล่านักแสดงนำในหนังเรื่องนี้คือ Sylvester Stallone ,Joaquin Cosio , Paz Vega ซึ่งในภาคที่ 5 นี้จะเข้าฉายพร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ในวันที่ 19 กันยายน 2019 หากนับจากวันนี้ก็ถือว่าอีกเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น คอหนังรอลุ้นพร้อมๆกันในโรงภาพยนตร์ได้เลย แต่ก่อนที่จะไปถึงวันนั้นเรามารีวิวหนังและทีมนักแสดงแรมโบ้ 5 ให้ทุกคนได้รู้จักกันอีกครั้งก่อนดีกว่า

ในส่วนแรกของแรมโบ้ภาคสุดท้ายนี้เป็นภาคของ Last Blood ซึ่งก็ถือได้ว่าจะเป็นการปิดตำนานแข็งแกร่งของนักรบที่ชื่อว่าแรมโบ้ ซึ่งจากภาคแรกหากใครหลายคนที่ได้ติดตามรับชมกันมา ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน เริ่มต้นด้วยการที่แรมโบ้ต้องเป็นตัวแทนทหารผ่านศึกอเมริกันไปรบในสงครามเวียดนามซึ่งในภาคแรกนั้นแม้ว่านักรบหลายคนจะเก่งกาจและตัวแรมโบ้เองจะแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังคงไม่สามารถเอาชนะทหารจากเวียดนามได้ ซึ่งในตอนนั้นเองก็เป็นที่มาของฉากและเรื่องราวต่างๆที่ทำให้อเมริกันรู้สึกว่า ขนาดมีเครื่องมือยุทโธปกรณ์ในการรบอย่างพร้อมสรรพกับนักรบฝีมือเก่งกาจก็ยังไม่สามารถเอาชนะประเทศเล็กๆได้ ทำให้ในสมัยนั้นอเมริการู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากและแรมโบ้เองก็ถือว่ามีส่วนที่ทำให้ชาวอเมริกันต้องพ่ายแพ้และเสียหน้านั่นเอง เรื่องราวดำเนินมาเรื่อยๆจนถึง ในภาคที่ 2 ภาคที่ 3 ซึ่งแรมโบ้ก็ยังคงต้องเป็นตัวดำเนินเรื่องเข้าไปสู่การรบในศึกสงครามรัสเซียและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นปรปักษ์กับอเมริกันจนกระทั่งในภาคที่ 4 ที่แรมโบ้นี้เข้ามาหลบพักในเมืองไทยและตั้งใจว่าจะไม่กลับเข้าไปในสนามรบอีก แต่ความตั้งใจของเขาก็ไม่เป็นผลสำเร็จเมื่อเขาถูกขอร้องให้เขาไปช่วยนักบวชที่ถูกจับไปในประเทศพม่า ท้ายที่สุด แรมโบ้ก็ต้องเข้าไปพัวพันในสนามรบอีกครั้ง โดยที่เขาไม่มีโอกาสและไม่คาดคิดมาก่อนว่าครั้งนี้มันจะยิ่งใหญ่และยาวนานกว่าทุกทีที่ผ่านมา เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องถูกเชื่อมโยงมาสู่ภาคที่ 5 ซึ่งบอกได้เลยว่า ณ ตอนนี้กระแสของฉากสุดท้ายแห่งแรมโบ้นักรบผู้ไม่มีวันที่โลกจะลืม การเดินหน้าต่อกรกับองค์กรเม็กซิกันสุดอันตรายที่เต็มไปด้วยการห้ำหั่นฟาดฟันและเชือดเฉือนโดยที่ไม่กลัวตายและไม่กลัวอันตรายใดๆ จะทำให้แรมโบ้ต้องเจอกับสถานการณ์อันโหดร้ายใดบ้าง หลายคนก็คาดการณ์กันไปต่างๆนานาแต่เอาเป็นว่า ภาคนี้บอกได้เลยว่าคอหนังทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

แรมโบ้ 5 ได้นักแสดงตัวเอกที่ดำเนินเรื่องมาตั้งแต่ในภาคที่ 1 รับบทแรมโบ้โดย Sylvester Stallone ซึ่งถือว่าเป็นนักแสดงมากฝีมือที่โลดแล่นอยู่ในวงการหนังอาชญากรรม หนังนักรบต่อสู้มามากมายโดยสรีระทางร่างกายสูงใหญ่ตามสไตล์นักรบทำให้เขาถ่ายทอดความเป็น Rambo ออกมาได้เป็นอย่างดีกับคาแรคเตอร์ของแรมโบ้ ซึ่งต้องมีผ้าโพกหัวพร้อมปืนรบและอุปกรณ์ครบมือทำให้เขาดูเก่งกาจขึ้นมาในทันที นอกจากนี้ยังได้นักแสดงนำมาสมทบเพื่อสร้างสีสันและสร้างความรุ่นระทึกไปพร้อมๆกันได้แก่ ,Joaquin Cosio , Paz Vega ร่วมด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง ซึ่งแน่นอนว่า 19 กันยายนนี้คอหนังต้องเตรียมพบกับการปิดตำนานครั้งยิ่งใหญ่เกือบ 40 ปีของแรมโบ้นักรบเดนตาย กับชนวนสงครามแก๊งค้ายา ชาวเม็กซิกันซึ่งเป็นผู้จุดชนวนจุดไฟสงครามให้กับแรมโบ้ภาค 5 นั่นเอง