หนังใหม่: Marriage Story ความปวดร้าวในชีวิตการแต่งงาน

หนังใหม่: Marriage Story ความปวดร้าวในชีวิตการแต่งงาน หนังบางเรื่องเล่าเรื่องของคู่รักฝ่าฟันหลายสิ่งก่อนจะได้แต่งงานกัน แต่หนังบางเรื่องเลือกจะเล่าเรื่องราวหลังจากนั้น เพราะหลายคู่ที่แรกแต่งก็รักกันดี แต่เมื่ออยู่กันไปก็กลับพบว่าหย่าร้างกัน หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นหนึ่งในนั้นที่หยิบเหตุการณ์ของคนคู่หนึ่งมาเล่าสู่กันดู Marriage Story ที่มีฉายแล้ววันนี้ทางเน็ตฟลิกซ์

อดัม ไดรเวอร์ นักแสดงนำจาก แมริเอจ สตอรี่

ผลงานของ โนอาห์ บอมบาค ผู้สร้างภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ เจ้าของผลงานอย่าง Mistress America, Frances Ha, Margot at the Wedding และอีกหลายเรื่อง เรื่องนี้เข้าชิง 6 รางวัลลูกโลกทองคำ

เรื่องย่อหนัง ‘Marriage Story’

ชาร์ลี (Adam Driver เขาคือไคโล เรน จากมหากาพย์สงครามจักรวาล Star Wars) ผู้กำกับละครเวที เขาแต่งงานกับนิโคล (Scarlett Johansson เธอคือ Black Widow ซูเปอร์ฮีโร่ในทีม Avengers แห่ง MCU)​ นักแสดงในละครเวทีของเขาเอง

ตอนนี้เฮนรี่อยู่ในวัย 8 ขวบแล้ว แต่ชีวิตแต่งงานของพวกเขากำลังเดินมาถึงกาลเปลี่ยนแปลง

เมื่อนิโคลรู้สึกถึงบางสิ่งที่ทำให้เธอเลือกจะหย่าร้างกับสามี ทุกอย่างของเรื่องเริ่มต้นขึ้นตรงนั้น และหนังจะพาเราไปพบกับช่วงเวลาก่อนการแยกทางในชีวิตคู่ของคนทั้งสอง

การเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้มันกระแทกใจได้สูงมาก เริ่มต้นเรื่องด้วยคำพูดของแต่ละฝั่งฝ่าย เริ่มต้นด้วยคำพูดของชาร์ลีถึงภรรยาตัวเอง ก่อนจะสลับมาเป็นคำพูดของนิโคลที่เขียนถึงสามีตัวเอง การอยู่ร่วมกันมาสักระยะหนึ่ง เราจะได้เห็นนิสัยที่จดจำได้จากอีกฝ่าย ความดีของอีกฝ่าย ความไม่ดีที่เรายอมรับได้ของอีกฝ่าย มันเป็นความเศร้าครั้งแรกที่ถาโถมใส่คนดู

เรื่องราวของคนคู่หนึ่งที่ยังรักกันอยู่แต่กำลังต้องแยกจาก

เมื่อคนหนึ่งรู้สึกว่าที่ผ่านเหมือนอยู่ใต้ร่มเงาของอีกคนจนเธอไม่อาจเติบโตในที่ใหม่ๆ แม้ยังรักแต่จำต้องแยกเพื่อจะได้ทำอะไรใหม่ๆ สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาจำต้องเจอกับปัญหายุ่งยากก็คือการมีลูกชายด้วยกัน

จากจุดเริ่มที่เพียงหวังจะหย่าร้างด้วยการตกลงกันเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งทนาย สุดท้ายลงเอยด้วยการต่อสู้กันด้วยกฎหมาย มีทนายมาเกี่ยวข้อง บทสนทนาที่เราอินน้อยที่สุดคือเรื่องข้อกฎหมายยุ่บยั่บ บทพูดมาเยอะมากจนเรารู้สึกไม่ชอบใจ พอหนังเดินเลยไปถึงเรื่องราวทางอารมณ์ของคนสองคนกับลูกชายอีกหนึ่งตรงนั้นมันทัชกับความรู้สึกในทันที มันบ่งบอกได้ชัดเจนว่า ความรู้สึกที่มนุษย์นั้นมีให้กันนั้นเรียบง่าย

เข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษากฎหมายมากมายนัก

คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก การมีชีวิตคู่ร่วมกันมาจนมีลูกชายวัย 8 ขวบ ทั้งสองคนเพียงมองตาก็ย่อมเข้าใจความหมาย อาจจะเรียกได้ว่าพาร์ทของนักกฎหมายคือส่วนที่สร้างความเลวร้ายให้กับความรู้สึกของชาร์ลีและนิโคลอย่างยิ่ง จนเมื่อผมกลับมาดูหนังเรื่องในครั้งที่สอง ผมแทบอยากจะข้ามช่วงเวลานั้นไปเลยจริงๆ

ผมอยากจะยอมรับเหลือเกินว่า การเลิกราหย่าร้างในวันที่สามีภรรยามีลูกน้อยนั้นยังความย่อยยับของจิตใจอย่างยิ่ง และการยื้อแย่งสิทธิในการดูแลลูกนั้นถล่มทำร้ายจิตใจของคนเป็นพ่อแม่อย่างถึงที่สุด

สองฉากที่ทำเอาน้ำตาไหลที่จำได้แม่นมั่น คือ ช็อตที่นิโคลต้องมานอนร้องไห้บนเตียงหลังพูดคุยกับชาร์ลีในห้องนั่งเล่น ฉากนั้นพวกเขาแยกห้องกันนอนแล้วและเธอสอบถามถึงคำวิจารณ์การแสดงของเธอที่เขาไม่อยากตอบ มันบอกได้ยากมากว่าในเวลานั้นเธอรู้สึกแบบไหน เสียใจที่ต้องจากทั้งที่ยังรักหรือเพราะเธอเสียใจในสิ่งที่สามีของตนแสดงออกกันแน่

กับอีกฉากยาวๆ ที่ชาร์ลีออกไปร้องเพลงจากมิวสิคัลที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตคู่ มันคือบทเพลงที่แทนทุกสิ่งของชีวิตคนสองคนได้ดี และมันน่าเศร้าอย่างยิ่งที่ชีวิตเช่นนั้นกำลังสูญสิ้นเมื่อคนสองคนแยกจาก

สไตล์ของงานภาพมันเหมือนหนังเก่าๆ ย้อมสีให้ดูเหมือนภาพถ่ายแนววินเทจ กับดนตรีประกอบที่ใช้เครื่องสายสร้างอารมณ์ความเศร้าสร้อยได้ดี

หลายครั้งที่เราเดินทางพร้อมไปกับอีกคนมาเป็นเวลานาน เรารู้สึกผูกพันและทุกสิ่งเป็นกลายเป็นความทรงทั้งดีและไม่ดี คนสองที่มาอยู่ร่วมกัน ร่วมแชร์ประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน บางอย่างเราก็ทำได้ไม่ดีและจำต้องมีอีกคนคอยช่วยเหลือ แต่มันจะไม่มีอีกแล้ว… เพราะอีกคนจะไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว